Work

การมีชีวิต การสรรค์สร้าง ล้วนคือการตั้งคำถามต่อยุคสมัย วันที่เผยความอับอายต่อตัณหาในชีวิต/เพศ ย่อมคือวันหลุดพ้นเช่นกัน “ภาพเหมือนตน” ของเหล่าเรา จะถูกร่างระบายโดยสองศิลปินผู้เกิดในยุค 70

About the work

อุทิศ เหมะมูล หนึ่งในนักเขียนนวนิยายผู้บ้าพลังที่สุด ณ ปัจจุบัน เจ้าของรางวัลซีไรต์ และเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด และโทชิกิ โอกาดะ ผู้นำคณะละครเชลฟิตช์ ที่มีผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ การพบของศิลปินรุ่นเดียวกันทั้งสองนี้ทำให้เกิดผลงาน “ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง” ซึ่งเป็นละครเวทีดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องใหม่ล่าสุดของอุทิศ กำกับโดย โทชิกิ ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับโทชิกิเป็นอย่างมาก ช่วงที่อุทิศกำลังเขียนนวนิยายที่เป็นต้นฉบับของงานนี้ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2559 คอนเซ็ปต์งานก็ได้เริ่มมีการถูกพูดคุย และการแสดงจะได้จัดรอบปฐมทัศน์ในเดือนสิงหาคม ปี 2561 อุทิศ และโทชิกิที่สร้างผลงานจากสายตาอันเฉียบคมในการมองสังคมร่วมสมัยนั้น จะตั้งคำถามให้ฉุกคิดว่า “อะไรคือการทำงานขั้นพื้นฐานของชีวิต?” ในการร่วมงานครั้งแรกครั้งนี้ สังคมและรัฐที่อยู่เบื้องหลัง การพบพานและลาจาก หรือประสบการณ์ทางเพศนั้นจะผสมผสานกัน จากการถ่ายทอดชีวิตของตัวละครเอก ศิลปินที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และผลงานการแสดงที่สื่อไปถึงทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะเกิดขึ้น 

ประเด็นเรื่อง “”ตนเองกับผู้อื่น”” “”ชีวิตกับความตาย”” “”ชายกับหญิง”” “”อดีตกับอนาคต”” “”ชนชั้นหนึ่งกับชนชั้นอื่น”” “”ปัจเจกกับรัฐฐะ”” “”ฝ่ายควบคุมกับถูกควบคุม”” “”ตัณหากับสิ่งที่มาสนอง” หรือเส้นแบ่งเขตต่างๆ ที่มองไม่เห็นนั้นถูกแอบแฝงอยู่ในงานเขียนของอุทิศ และโทชิกิจะมาเผยแผ่ประเด็นเหล่านี้บนเวทีผ่านการผสมผสานเรื่องราวและการใช้ร่างกายของนักแสดง นอกจากนี้ ยูยะ ทซึกะฮาระ แห่งกลุ่มคอนแทค กอนโซ (contact Gonzo) ได้มาร่วมงานเป็นซีโนกราฟเฟอร์ผู้ออกแบบการจัดวางพื้นที่ และองค์ประกอบศิลป์อีกด้วย การแสดงของยูยะเป็นที่รู้จักจากความบ้าบิ่นที่พวยพุ่งราวกับการหาเรื่องชกต่อย รวมไปถึงการถ่ายทอดงานข้ามกรอบขนบ ผ่านสื่อผสมอันหลากหลาย เช่น ร่างกาย พื้นที่ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น ทักษะของยูยะจะก่อร่างเส้นแบ่งเขตต่างๆ ทั้ง “”พื้นที่บนเวทีกับพื้นที่นอกเหนือจากนั้น”” “”ความจริงและเรื่องแต่ง”” ให้เกิดขึ้นมาบนเวที ห่อล้อมคนดูบ้าง และหายลับไป การพูดถึง “เส้นแบ่งเขต”” ที่ไม่ว่าใครในสังคมปัจจุบันก็ต้องได้พบเจอสักครั้งหนึ่งนั้น ชีวิตของตัวละครเอกอาจตั้งคำถามชีวิตให้กับคนดู นักแสดงทั้ง 11 คนที่ผ่านการคัดเลือก ณ กรุงเทพฯ ล้วนต่างวัยและประสบการณ์ ตั้งแต่รุ่นใหม่ไปจนถึงรุ่นใหญ่แถมไม่ได้เป็นนักแสดงเพียงเท่านั้น พวกเขายังบุกเบิกบทบาทอื่นที่ตนเองสนใจด้วยตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับขนบการทางานเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง ออกแบบแสง สร้างงานศิลปะ โปรดิวซ์ ฯลฯ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่รวมหลายสายงานไว้ด้วยกัน ทีมสร้างสรรค์ประกอบด้วยศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งไทยและญี่ปุ่น วิชย อาทมาท รับหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับ วิชยเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง และได้รับรางวัลจากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC – TC) ถึงสองครั้งด้วยกัน เคียวโกะ ฟุจิทานิ หนึ่งในสมาชิกคณะละคร FAIFAI ณ โตเกียว รับหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกาย เคียวโกะเชี่ยวชาญในการใช้มุมมองที่แปลกใหม่เพื่อออกแบบเครื่องแต่งกายบนเวที ไม่ว่าจะในงานดนตรี ทัศนศิลป์ แดนซ์ หรือละครทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์ รับหน้าที่ออกแบบแสง พรพรรณเป็นนักออกแบบแสงที่มีมุมมองสุดล้า เธอได้ฝากผลงานการออกแบบแสงกับงาน “”Fever Room”” ของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล และเป็นทีมงานหลักในการบุกเบิกงานเชิงทดลองอื่นของผู้กากับดังด้วย มาสะมิทสุ อาระกิ รับหน้าที่ออกแบบเสียง มาสะมิทสุเป็นซาวด์อาร์ติสต์ที่มีประสบการณ์ทั้งการสร้างสรรค์งานอินสตอลเลชั่นและงานเพอร์ฟอร์มานซ์ และปิดท้ายด้วย ทาคุยะ มัทสึมิ รับหน้าที่ออกแบบภาพเคลื่อนไหว ทาคุยะเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม contact Gonzo ร่วมกับยูยะ นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักออกแบบกราฟฟิก และช่างภาพอีกด้วย ทั้งโทชิกิ อุทิศ นักแสดงทั้ง 11 คน ร่วมด้วยทีมงานสร้างสรรค์ดังกล่าวใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันร่วมกัน ผลงานที่ออกมาจากการสร้างสรรค์ด้วยสายตาของพวกเขา จะต้องเป็นงานที่ขยายขอบเขตขนบงานศิลปะการละครไปอีกแน่นอน

Project Progress

อุทิศ เหมะมูล และโทชิกิ โอกาดะได้พบกันครั้งแรกในปี 2558
ประมาณ 1 ปีผ่านไปหลังจากที่ได้พบกัน อัจฉริยะรุ่นเดียวกันทั้งสองที่สร้างผลงานจากสายตาอันเฉียบคมในการมองยุคสมัยที่เราอยู่นั้นก็ได้เริ่มสร้าง “ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง” ในเดือนพฤศจิกายนปี 2559 และสร้างคอนเซ็ปต์ของงานนี้ขึ้นมาผ่านการพูดคุยกัน @THAILAND พฤศจิกายน 2559 : รีเสิร์ชในกรุงเทพ, เสวนาโดยอุทิศ และโทชิกิ โทชิกิได้มากรุงเทพเพื่อเป็นการเริ่มต้นก้าวแรกในการสร้างงาน! “ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง” เริ่มจากการฟังโครงเรื่องนวนิยายที่อุทิศกำลังเขียนอยู่ณ ตอนนั้น ซึ่งเป็นต้นฉบับของผลงานนี้ และโทชิกิก็ได้เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดนั้น นอกจากโทชิกิได้ไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพกับอุทิศ ทั้งสองได้จัดงานสนทนาพิเศษอีกด้วย ในงานได้เริ่มต้นจากประเด็นของพ์ผลงานวรรณกรรมของโทชิกิ เรื่อง “ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา” (“Watashi tachi ni yurusareta tokubetsu na jikan no owari” – The End of the Special Time We Were Allowed) ที่ถูกตีพิมพ์เป็นภาษาไทย และพูดถึงการทำงานของทั้งสอง @THAI LAND มีนาคม 2560 : รีเสิร์ชในกรุงเทพ และเชียงใหม่, เวิร์คช็อปนักแสดง โทชิกิได้มาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากทำการแสดง “”ซูเปอร์ พรีเมี่ยม ซอฟท์ ดับเบิ้ล วานิลลา ริช”” (Super Premium Soft Double Vanilla Rich) ในกรุงเทพ โทชิกิได้ไปรีเสิร์ชสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพที่ปรากฏในนวนิยายต้นฉบับของอุทิศ และหาสถานที่เพื่อจัดการแสดง 
โทชิกิได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และสถานการณ์ทางสังคมของประเทศไทยจากหลาย ๆ คน เช่นศิลปิน นักวิจัยที่ทำงานอยู่ในแวดวง หรือผู้มีอิทธิพล และอื่น ๆ ทั้งในกรุงเทพ และเชียงใหม่ และคิดคอนเซปต์ให้ลึกขึ้นเพื่อทำเป็นละครเวที
นอกจากนี้ยังมีการจัดเวิร์คช็อปนักแสดงด้วยความร่วมมือของ “Bangkok Art and Culture Centre” โรงละคร “”B-Floor”” และ “”Democrazy Theatre” เป็นโอกาสที่ได้แบ่งปันความคิดเกี่ยวกับละครของโทชิกิ ให้กับนักแสดงไทย @THAILAND เมษายน 2560 : ออดิชั่นนักแสดง/ผู้ช่วยผู้กํากับ/ผู้ช่วยผู้อำนวยการ, รีเสิร์ช โทชิกิมากรุงเทพอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจัดออดิชั่นนักแสดง/ผู้ช่วยผู้กำกับ/ผู้ช่วยผู้อำนวยการที่กรุงเทพ 6 วัน จากการคัดเลือกนี้ เราได้ 11 นักแสดง 1 ผู้ช่วยผู้กำกับ และ 1 ผู้ช่วยผู้อำนวยการ! นอกจากนี้ยังได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่างภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และแฟชั่นจากนักออกแบบเครื่องแต่งกายชาวไทย และดูสถานที่สำหรับการจัดการแสดงในกรุงเทพ @JAPAN มิถุนายน 2560 : รีเสิร์ชโดยอุทิศกับทีมงานไทย สองเดือนหลังจากการคัดเลือกที่กรุงเทพ อุทิศกับทีมงานไทยก็ได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น! โทชิกิ โอกาดะ ผู้ร่วมงานก็ได้เข้าร่วมงานพูดคุยศิลปินให้กับสื่อมวลชนในโตเกียวด้วย ในช่วงที่อยู่ที่ญี่ปุ่น โทชิกิ อุทิศ และทีมงานไทยได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงเรื่องของงาน และไอเดียกํากับ @THAILAND กันยายน 2560 : 
Rehearsal กลับมาอีกครั้งที่ประเทศไทย เราได้มีการฝึกซ้อมขั้นตอนแรกเป็นเวลา 10 วัน กับนักแสดงที่ได้รับการคัดเลือกในกรุงเทพ ในช่วงเดียวกัน เรายังได้ทำการซ้อมในนิทรรศการภาพวาด “”Silhouette of Desire”” ของอุทิศ ที่ถูกจัดขึ้นที่ ARTIST + RUN GALLERY อีกด้วย นิทรรศการเป็นงานที่มีเนื้อหาควบคู่ไปกับนวนิยายต้นฉบับ ซึ่งทำให้เห็นภาพของงานนี้ลึกมากขึ้น

Biography

นวนิยายต้นฉบับ : อุทิศ เหมะมูล

ウティット・ヘーマムーン อุทิศ เหมะมูล เกิดเมื่อปี 2518 ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความสนใจในศิลปะหลากหลายแขนงสาขา ทั้งทัศนศิลป์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และดนตรี เคยเป็นดีเจ ทำภาพยนตร์สั้น ผู้กำกับศิลป์หนังไทย สุดท้ายลงเอยด้วยการเขียนหนังสือ ผลงานสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือนวนิยายลำดับที่สาม ลับแล, แก่งคอย ได้รับรางวัลดีเด่นเซเว่นบุ๊กอวอร์ด ครั้งที่ 6 และรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2552 และได้รับการพูดถึงว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญแห่งประเทศไทยโดยCNNGo ในปี 2556 ได้รับเชิญไปพูดคุยร่วมกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับไทยในงาน “Work in Memory” ซึ่งจัดขึ้นโดย Kyoto City University of Arts Art Gallery @ KCUA เขาได้เขียนนวนิยายขนาดกลางเรื่อง “Kyoto: Hidden Sense” ผ่านการแลกเปลี่ยนกับศิลปินญี่ปุ่นอีก 6 คนในงานนี้ด้วย ปี 2557-2558 เป็นบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมไทยสองเล่ม คือ Writer Magazine (ยุคที่ 3) และ ‘ปรากฏ’ วารสารวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ปี 2560 ตีพิมพ์นวนิยาย ร่างของปรารถนา (ใช้ชื่อ”ร่างของปรารถนา”ในฉบับไทย และ “Silhouelette of Desire” ในฉบับอังกฤษ) ในปีเดียวกันนี้เอง และจัดนิทรรศการภาพร่างและภาพวาดของเขาด้วยชื่อ “Silhoulette of Desire” ในกรุงเทพ

ผู้เขียนบทและผู้กำกับ : โทชิกิ โอกาดะ

岡田利規 เกิดปีพ.ศ. 2516 ณ โยโกฮามา ปัจจุบันพำนักอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโต ประเทศญี่ปุ่น เอกลักษณ์ในการแหวกขนบการละครแบบดั้งเดิมของเขา ทำให้ผลงานของโทชิกิเป็นที่จับตามอง ผลงานละครเวทีเรื่อง“Five Days in March” ของเขาได้รับรางวัล Kishida Kunio Drama Award ครั้งที่ 49และได้การจัดแสดงที่เมืองไทยเมื่อปี 2553 ณ ภัทราวดีเธียเตอร์อีกด้วย เขาได้เขียน “ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา”เป็นงานเขียนนวนิยายชิ้นแรก ซึ่งได้รับรางวัล Oe Kenzaburo ครั้งที่ 2 ผลงานเด่นอื่นๆ ของโทชิกิได้แก่ “Current Location” และงานเขียนทฤษฎีละครต่างๆ ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป โทชิกิจะขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับประจำของโรงละครขนาดใหญ่ในประเทศเยอรมนีเป็นเวลา 3 ซีซั่น

ซีโนกราฟเฟอร์ : ยูยะ ทซึกะฮาระ

塚原悠也 ยูยะ ทซึกะฮาระ เกิดเมื่อปี 2522 ที่เมืองเกียวโต จบการศึกษาแผนกวิชาศิลปะ ภาควิชาวรรณคดีศึกษา จากมหาวิทาลัย Kwansei Gakuin ในปี 2547 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองโอซากะ เขาได้ก่อตั้งกลุ่ม contact Gonzo ร่วมกับนักเต้นนามว่า มาซารุ คาคิโอะ ในปี 2549 ณ เมืองโอซากะ กลุ่มของยูยะเริ่มแสดงครั้งแรกตามสวนสาธารณะและข้างถนน ลักษณะการแสดงคือการสัมผัสและปะทะของร่างกายแบบด้นสด ดูคล้ายการชกต่อย เขาให้นิยามสิ่งนี้ว่า “”ปรัชญาของความเจ็บปวด และกลวิธีการสัมผัส”” ในฐานะศิลปินเดี่ยว ยูยะเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมการแสดงของ “KOBE-Asia Contemporary Dance Festival” ที่จัดโดย NPO DANCE BOX และ นิทรรศการ “Tokyo Art Meeting V Seeking New Genealogies−Bodies / Leaps / Traces” ของ Museum of Contemporary Art Tokyo ในปี 2557 นอกจากนี้ เขายังมีผลงานที่ชื่อว่า “Trilogy for Nukamuri Jamipos my future friend” เป็นผลงานการแสดงที่สร้างขึ้นภายใต้โครงการการแสดง “PLAY” ของ Marugame Genichiro-Inokuma Museum of Contemporary Art จัดแสดงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 อีกด้วย ยูยะเป็นศิลปินที่ได้รับทุนวิจัย Fellowship จาก The Saison Foundation ตั้งแต่ปี 2554 – 2561

ผู้ช่วยผู้กำกับ : วิชย อาทมาท

ウィチャヤ・アータマート จบการศึกษาในสาขาภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเริ่มต้นการทำงานในแวดวงละครเวทีในตำแหน่งผู้ประสานงานในเทศกาลละครกรุงเทพ 2551 จากนั้นจึงเข้าร่วมกับกลุ่มละคร New Theatre Society ในปีถัดมา ก่อนจะเริ่มทำงานสร้างสรรค์การแสดง ผลงานของวิชยมักใช้แนวทางทดลองและรูปแบบการนำ เสนอที่หลากหลาย โดยสนใจภาวะการจำและไม่จำของผู้คนในสังคมต่อเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ผ่านวันที่ในปฏิทิน วิชยร่วมก่อตั้งกลุ่มละคร For What Theatre ในปี 2558 เพื่อเป็นพื้นที่ในการตั้งคำถามต่อสภาวการณ์ในสังคมตลอดจนตัวการแสดงเอง โดยผลงาน In Ther’s View : a Documentary Theatre และ เพลงนี้พ่อเคยร้อง ได้รับรางวัลละครยอดเยี่ยม จากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC) ในปี 2558 และ 2559

Performer’s Biographies

จารุนันท์ พันธชาติ t

ジャールナン・パンタチャート เริ่มรู้จักละครเวทีจากทีวี เข้าชมละครเวทีครั้งแรกก็ไม่อยากดูอีก จนได้ชมละครสัญจรของกลุ่มมะขามป้อม เรื่อง “เจ้าลอ หล่อล้ำ” ขณะศึกษาอยู่ภาควิชาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดในใจว่าอยากทำละครแบบนี้บ้าง หลังจากนั้นก็ทำละครมาเรื่อยๆไม่เคยได้หยุด โดยทำหน้าที่หมุนเวียน ทั้งผู้ดูแลการผลิต, ผู้กำกับ, ผู้เขียนบท, และนักแสดง ส่วนผลงานการแสดงที่มีรางวัลคือจากภาพยนตร์สั้นเรื่อง “ชิงช้าสวรรค์” ได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากเทศกาล ShortShorts Film Festival & Asia 2016 และ เทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 20 โดยมูลนิธิหนังไทย นอกจากนี้ยังเป็น Co-artistic Director ของกลุ่มบีฟลอร์, ผู้ก่อตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อสร้างสรรค์ศิลปะการแสดง Take OFF และกำลังร่วมรวบรวมบทละครร่วมสมัยไทยเพื่อแปลและจัดพิมพ์ในชื่อกลุ่ม Collective Thai Scripts

เขมฌัษ เสริมสุขเจริญชัย

ケーマチャット・スームスックチャルーンチャイ รู้จักกับศิลปะการละครเมื่อตอนศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะวิศกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการชักชวนจาก นก พรชนก กาญจนพังคะ (รุ่นพี่คณะนิเทศศาสตร์ จากนั้นได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับเดโมเครซี่ เธียร์เตอร์สตูดิโอ จากการชักชวนของ เอ๋ ภาวิณี สมรรคบุตร โดยปกติแล้วเป็นนักออกแบบแสง และบางครั้งเป็นนักแสดง เคยได้รางวัลมาบ้างจากโปรดักชั่น Fundamental (รางวัลนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม IATC Thailand Awards 2016) และ Boxes (รางวัลออกแบบศิลป์ยอดเยี่ยม IATC Awards 2014 ออกแบบแสง) เชื่อว่าศิลปะจะช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้น หวังว่าตัวเองจะได้มีส่วนช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้นด้วยศิลปะได้

ขวัญแก้ว คงนิสัย

クワンケーオ・コンニサイ เป็นนักแสดงและนักร้อง เธอจบการศึกษาในสาขาการแสดงจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศึกษาต่อในด้าน Music Theatre จากสถาบัน Australian Institute of Music ประเทศออสเตรเลีย  นอกเหนือจากงานถนัดอย่างการร้องเพลงและพากย์เสียง ลูกแก้วยังเป็นนักแสดงผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานหลากหลายทั้งละครเวที Musical รวมถึงละครโทรทัศน์  โดยมีผลงานที่ผ่านมา​ เช่น Cabaret, Chicago, Dreamgirls,  หลายชีวิต,​ ไกลกังวล​ musical​ on​ the​ beach, ข้าวนอกนา​ the​ musical,  แสงเทียน​ the​ candle light blues,  Dans La Nua, มาลีเริงระบำ, เป็นต่อ, บ้านนี้มีรัก, เซ็นสื่อรักสื่อวิญญาณ, the​ voice​ thailand​ season3,  the​ x factor 2018, etc. ปัจจุบันลูกแก้วยังคงทำงานในฐานะนักแสดง นักร้อง และนักพากย์​ และยังคงไม่หยุดค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างทุ่มเทผ่านงานเพลงและงานแสดงที่เธอรัก

ภาวิณี สมรรคบุตร

パーウィニー・サマッカブット นอกจากการทำงานด้านศิลปะการแสดงและละครเวทีในฐานะโปรดิวเซอร์ นักออกแบบแสง และผู้ร่วมก่อตั้ง Democrazy Theatre Studio ภาวิณียังเป็นนักแสดงมากความสามารถผู้ฝากฝีมือการแสดงของเธอไว้ในผลงานที่หลากหลาย โดยหลังจบการศึกษาในสาขาการละครจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสาขาวาทวิทยาและสื่อ สารการแสดงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาวิณีได้ร่วมงานกับกลุ่มละครต่างๆ ในประเทศไทยและได้ร่วมแสดงในผลงานของผู้กำกับทั้งในและต่างประเทศ อาทิ อัจจิมา ณ พัทลุง, นิกร แซ่ตั้ง, ประดิษฐ ประสาททอง, วิชย อาทมาท, โอริสะ ฮิราตะ และ มิคุนิ ยานาอิฮาระ ภาวิณีร่วมก่อตั้ง Democrazy Theatre Studio โดยผลิตและพัฒนาผลงานในด้านละครเวที ตลอดจนกิจกรรม เทศกาลละครและศิลปะการแสดงร่วมกับศิลปินนานาชาติ และยังคงทำงานในฐานะนักแสดงอย่างต่อเนื่อง

ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์

ササピン・シリワーニット Sasapin Siriwanij จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาภาษาอังกฤษคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเป็นนักแสดงละครเวทีตั้งแต่ปี 2548 ศศพินทุ์ร่วมงานและฝึกฝนกับกลุ่มละครหลากหลาย จนได้มาฝึกฝนการแสดงแบบฟิสิคัลเธียเตอร์กับกลุ่มบีฟลอร์เธียเตอร์ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเธอได้เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของกลุ่มบีฟลอร์และร่วมแสดงในโปรดักชั่นมากมายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากฟิสิคัลเธียเตอร์แล้ว ศศพินทุ์ยังมีประสบการณ์การแสดงประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น ละครพูด มิวสิคัล ละครเด็ก เชคสเปียร์ บูโต การเต้นร่วมสมัย เป็นต้น และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองตั้งแต่ปี 2556 และร่วมก่อตั้งกลุ่ม For What Theatre ในปี 2558 นอกจากการเป็นศิลปินเธอยังได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษและผู้นำเวิร์คช็อปด้านการแสดงที่เน้นการใช้ร่าง กายเป็นหลัก รวมถึงได้รับเชิญไปร่วมการประชุมและเทศกาลการแสดงในประเทศต่างๆ ในฐานะศิลปินและผู้จัดการด้านศิลปะการแสดง ล่าสุดเธอได้รับรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมโดยศิลปินหญิงประจำปี 2560 โดยชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC) และในปี 2561 เธอจะเข้าร่วมกับคณะผู้จัด Bangkok International Performing Arts Meeting (BIPAM) เป็นครั้งแรกในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการศิลป์

ทัพอนันต์ ธนาดุลยวัฒน์

タップアナン・タナードゥンヤワット นักแสดง ผู้กำกับ และผู้เขียนบทละคร จบการศึกษามาจาก คณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาวาทะวิทยาและสื่อสารการแสดง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานในด้านละครตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยได้ลองทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง และได้เข้าฝึกงานด้านละครเวทีกับคณะละครมรดกใหม่ โดยครูช่าง ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ผมจบการศึกษาด้วยการส่งงานเขียนบทและกำกับละครเวทีเรื่อง แสนหวี LIVE จากนั้นเริ่มทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัวทั้งงานแสดงละเวที ภาพยนตร์ ละครทีวี เช่น “ธีรราชา The Musical” “An Inspector Calls” “หลายชีวิต” “นักรบนาวี” “ของขวัญ” สายลับจับแอ๊บ บัลลังค์ ฯลฯ รวมถึงงานเขียนบทละครโทรทัศน์และเวที “สายลับจับแอ๊บ” “”FINS จับหัวใจใส่คีย์รัก” “The judgement” “HEARTCALL” ไปจนถึงงานกำกับละครเวที “ทฤษฎีไม้ยมก” “ระหว่างรอรถประจำทางอีกสี่ร้อยปีกว่า” “เจ้าบ้าน The host story”

ธีระวัฒน์ มุลวิไล

ティーラワット・ムンウィライ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและ Co- Artistic director ของกลุ่มละครบีฟลอร์ กลุ่มละครที่นำเสนอผลงานผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย เขาเป็นนักแสดงที่ไช้ร่างกายได้หลากหลายและเป็นผู้กำกับที่มากความสามารถ มีผลลงานอย่างต่อเนื่องมากว่า ๒๐ ปี  การแสดงทุกเรื่องของเขามักจะมีเนื้อหาเชิงสังคมการเมืองและประเด็นความรุนแรง ถ่ายทอดงานผ่านองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม แต่กระตุ้นเตือนให้ผู้ชมได้ตื่นรู้ เขาได้  เพราะเขาเชื่อว่างานศิลปะจะเป็นสื่อกลางในการสร้างบทสนทนา และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในที่สุด

ธนพนธ์ อัคควทัญญู

タナポン・アッカワタンユー จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เอกภาพยนตร์และภาพถ่าย เริ่มทำละครครั้งแรกตอนเข้าปีหนึ่งจากชุมนุมศิลปะและการแสดงของธรรมศาสตร์และหลังจากนั้นก็ทำละครเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ ปัจจุบัน มีกลุ่มละครชื่อ Splashing theatre company ซึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่ปี 2557 ผลงานที่ผ่านมา Whaam!! (A Brief History of Unknown Astronaut) (2558), The Disappearance of The, Boy on a Sunday Afternoon (2559), Thou Shalt Sing : A Secondary Killer’s Guide to Pull the Trigger (2560), Teenage Wasteland : Summer, Star and the (lost) Chrysanthemum (2560), Albatross (2561)

ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี

トンチャイ・ピマーパンシー ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี เป็นผู้ชื่นชอบการทำละคร ไม่ว่าจะเป็นละครพูด ละครมูฟเมนต์ ละครร้องไม่เวิร์กและละครใดๆแบบไหนก็ตาม จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งดูไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการทำละครเลย แต่พอดีตอนเรียนทำละครที่ชุมนุม TU DRAMA ได้มีโอกาสทำละครมากมายในปี 4 ของการศึกษาจึงได้ตั้งกลุ่มละคร Splashing theatre ขึ้นมาร่วมกับเพื่อนอีกสองคน แต่เมื่อจบการศึกษา ได้ผันตัวไปเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพราะกลัวว่าจะไม่มีงานไม่มีเงินและอดตาย แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าไม่ชอบงานเซอร์วิสจึงออกจากงานและกลับมาทำละครอีกครั้ง

เววิรี อิทธิอนันต์กุล

ウェーウィリー・イッティアナンクン จบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลือกศึกษาในภาควิชาศิลปการละครตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่สอง หลังจากเรียนจบก็ได้ทาละครเวทีมาโดยตลอด มีผลงานร่วมกับกลุ่มคณะละครเวทีในประเทศ เช่น คณะละครบีฟลอร์ เดโมเครซีเธียเตอร์สตูดิโอ พระจันทร์เสี้ยวการละคร สแปลชชิ่งเธียเตอร์ เป็นต้น เคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานที่ได้จัดแสดงในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมัน ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นนักแสดงอิสระที่นอกจากการทางานด้านละครเวที ยังมีผลงานโฆษณาและภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง ดาวคะนอง ที่ได้นําไปฉายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

ウィットウィシット・ヒランウォンクン จบการศึกษาสาขาภาพยนตร์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มอาชีพ การเป็นนักแสดงจากการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “รักแห่งสยาม” (2550) โดยมีผลงานภาพยนตร์และซีรีส์ทั้ง ในไทยและต่างประเทศ รวมถึงผลงานการเขียนเนื้อเพลงให้กับศิลปิน ภาพยนตร์ และมิวสิคัล วิชญ์วิสิฐเริ่มต้นงานละครเวทีจากการเป็นนักแสดงในละครเวทีเรื่อง “ฉุยฉายสเน่หา” (2556) ก่อนจะก้าวสู่การทำงานในฐานะศิลปินผู้สร้างงาน โดยละครเพลง Cocktails The Musical (2559) ได้รับรางวัล Best Musical และ Best Performance By Male Artist จากงานประกาศรางวัลชมรมวิจารณ์ศิลปะการละคร (IATC) ล่าสุดวิชญ์วิสิฐมีผลงานการแสดงเดี่ยวในชื่อ Private Conversation : A Farewell To Love Of Siam (2560) ที่เขาเขียนบทและแสดงเอง ปัจจุบันวิชญ์วิสิฐทำงานในแวดวงละครเวทีในฐานะนักแสดง ผู้เขียนบท และผู้กำกับ โดยยังคงไม่ทิ้งงานเพลงและงานเขียนที่เขารัก

Biographies

ออกแบบเครื่องแต่งกาย: เคียวโกะ ฟูจิทานิ (FAIFAI)

เกิดปี 2524 อาศัยอยู่ที่เกียวโต เป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกายและเป็นสมาชิก FAIFAI ตั้งแต่ปี 2547 เธอได้ออกแบบทำเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงละคร เต้นรำ ภาพยนตร์ ภาพถ่ายแฟชั่น และการแสดงศิลปะ และได้ร่วมงานกับศิลปินทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้แล้ว เธอยังจัดกิจกรรม Workshop สำหรับเด็กและชุมชนท้องถิ่นจากมุมมองของเครื่องแต่งกาย

ผู้ออกแบบแสง: พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์

A theatre designer and researcher. Graduated master degree in theatre design from Chulalongkorn University,Thailand. She จบการศึกษาด้านศิลปะการละครจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนอกจากผลงานออกแบบแสงละครเวที พรพรณยังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งใน ดั๊กยูนิต กลุ่มออกแบบงานคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ในกรุงเทพ ผลงานของพรพรรณประกอบไปด้วยงานหลากหลายรูปแบบ ความสนใจที่จะสำรวจความเป็นไปได้ในคุณสมบัติและลักษณะของแสงปรากฎชัดเจนในผลงาน “ Fever Room” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งพรพรรณได้ร่วมออกแบบแสงและควัน นอกจากงานออกแบบแล้ว พรพรรณยังเป็นอาจารย์พิเศษและทำงานวิจัยในหัวข้อ การแสดงที่ไร้มนุษย์ และ ภาพกาลเวลาในศิลปะการแสดง อีกด้วย

ออกแบบเสียง: มาซะมิสึ อารากิ

เกิดปี 2524 อาศัยอยู่ที่เกียวโต เป็นศิลปินออกแบบเสียง เขาใช้เสียงจริงหรือวิธีการบันทึกเสียงกลางแจ้งเพื่อสร้างพื้นที่ในการฟังที่ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา และเสียงบันทึก นอกจากนี้แล้วยังมีโครงการอื่น ๆ เช่น กลุ่มงานที่เกี่ยวกับการบันทึก ARCHIVES PAY, ออกแบบเสียงสำหรับภาพเคลื่อนไหวและการแสดง, วงดนตรีทดลอง NEW MANUKE ฯลฯ

ผู้ช่วยผู้ออกแบบงานศิลป์และวิดีโอ: ทาคุยะ มัตสึมิ

เกิดปี 2529 เป็นช่างภาพ จบการศึกษาจากคณะการออกแบบกราฟิกมหาวิทยาลัยเกียวโตเซกะ เข้าร่วมกลุ่มการแสดง contact Gonzo ตั้งแต่ปี 2553 และในปีเดียวกันนั้นก็ได้ตั้งกลุ่ม Hanzai Boys (อาชญากรรมเด็กชาย) กับ NAZE นอกจากนี้แล้วยังตีพิมพ์ “”bonna nezze kaartz”” ทุกเดือนอีกด้วย

ควบคุมเทคนิค: คาซูชิ โอตะ

ผู้กำกับเวทีของคณะละครในโอซาก้า Ishinha และเป็นที่รู้จักในเรื่องการสร้างโรงละครกลางแจ้งขนาดใหญ่สำหรับการแสดงแต่ละครั้ง เขามีส่วนร่วมในการแสดงเกือบทั้งหมดของ Ishinha และได้รับการจัดการแผนโรงละครสำหรับการแสดงกลางแจ้ง ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงเมื่อคณะละครได้ถูกยกเลิกไปในปี 2560 ปัจจุบันทำงานอิสระในฐานะผู้กำกับเวทีและผู้กำกับด้านเทคสำหรับการแสดงเต้น ละคร และเทศกาลอื่น ๆ อีกมากมาย และยังเป็นผู้กำกับด้านเทคของศูนย์ศิลปะการแสดงเกียวโตและโรงละครศิลปะเกียวโตตั้งแต่ปี 2560

ผู้แปลนวนิยายต้นฉบับ: โช ฟุกุโตมิ

เกิดปี 2529 ณ กรุงโตเกียว เป็นนักวิจัยวรรณกรรมไทยและนักแปลภาษาไทย-ญี่ปุ่น Specially-Appointed Lecturer ที่ Global Initiative Center แห่ง Kagoshima University ประเทศญี่ปุ่น เขาเป็นผู้เขียนหนังสือ “ข้อสังเกตว่าด้วยวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” (2560, สนพ.ฟูเคียวชะ), ผู้เขียนร่วมของหนังสือเล่มอื่น ๆ อย่าง “72 บทรู้จักประเทศไทย” (2557, สนพ. อากาชิ-โชเต็น) และ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล : ศิลปินแห่งแสงและความทรงจำ” (2559, สนพ. ฟิลม์อาร์ต) เขาแปลหนังสือ “ตื่นบนเตียงอื่น” เป็นภาษาญี่ปุ่น และตีพิมพ์เป็นตอน ในนิตยสาร Genron เขายังจัดเสวนาที่แนะนำนักเขียน ปัญญาชน และศิลปินจากประเทศไทย ณ Genron Café ที่มีฮิโรกิ อาซุมะ นักปรัชญาชั้นนำของญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ เขาส่งเสริมการแปลเปลี่ยนระหว่างญี่ปุ่นและไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะนักแปลเท่านั้น แต่ด้วยวิถีทางหลากหลาย

ผู้แปลบทละคร: มุทิตา พานิช

นักแปลและล่าม ไทย-ญี่ปุ่น หลังเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ได้งานเป็นโปรแกรมเมอร์สร้างโปรแกรมแปลภาษาที่ญี่ปุ่น ทำไปทำมารู้สึกว่าการแปลภาษาไม่ใช่เรื่องของเครื่องคอมพ์ เลยออกมาเป็นนักแปลและล่ามเสียเอง ผลงานแปลที่ผ่านมา เช่น ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ (ฮารูกิ มูราคามิ) IP/NN (คาซึชิเงะ อาเบะ) กัปตันธันเดอร์โบลต์ (คาซึชิเงะ อาเบะ+โคทาโร อิซากะ) คุณหมาเขยขวัญ (โยโกะ ทาวาดะ) เพราะเราอยู่กันบนโลกคนละใบ (ริเอโกะ มัตสึอุระ)

ผู้ร่วมแปล : ภัทรสร คูร์พิพัฒน์

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี อักษรศาสตร์บัณฑิต สาขาภาษาญี่ปุ่น จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2558 ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ประเภททุนญี่ปุ่นศึกษา ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยโอซากา ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 1 ปี ทำงานเป็นนักแปลให้กับสำนักพิมพ์ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย มีผลงานแปลหนังสือการ์ตูนและนิยายหลายเล่ม

ผู้ร่วมแปล: มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาโทและจบ coursework ปริญญาเอกทางด้านวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกสาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลงานแปล อาทิเช่น 1Q84 เล่ม 1-3 ของฮารูกิ มูราคามิ (แปลร่วม, สำนักพิมพ์กำมะหยี่, 2554-2555), ความไม่เรียบของความรัก ของ ฮิโรมิ คาวาคามิ (สำนักพิมพ์ Sunday Afternoon, 2555), ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา ของ โทชิกิ โอกาดะ (สำนักพิมพ์กำมะหยี่, 2559) และเรื่องสั้นอื่นๆ ของฮารูกิ มูราคามิมัทนา จาตุรแสงไพโรจน์ 
จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาโทและจบ coursework ปริญญาเอกทางด้านวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกสาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลงานแปล อาทิเช่น 1Q84 เล่ม 1-3 ของฮารูกิ มูราคามิ (แปลร่วม, สำนักพิมพ์กำมะหยี่, 2554-2555), ความไม่เรียบของความรัก ของ ฮิโรมิ คาวาคามิ (สำนักพิมพ์ Sunday Afternoon, 2555), ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา ของ โทชิกิ โอกาดะ (สำนักพิมพ์กำมะหยี่, 2559) และเรื่องสั้นอื่นๆ ของฮารูกิ มูราคามิ

อำนวยการสร้าง: อากาเนะ นากามุระ

เกิดปี 2522 ณ กรุงโตเกียว อากาเนะเข้าสู่วงการศิลปะการแสดงตั้งแต่เธอยังเป็นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ Nihon University ในขณะที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการที่ST Spot โยโกฮามา ในปี 2547-2551 เธอได้ร่วมก่อตั้ง Precog., Ltd และในปี 2555 เธอได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการใหม่เพื่อนำดนตรีเชื่อมต่อกับเมือง “”Musicity Tokyo”” จาก British Council ในปีเดียวกันเธอได้สร้างโครงการศิลปะ และทำหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการ Kunisaki Peninsula Art Project และยังเป็นผู้อำนวยการ Kunisaki Peninsula Art Festival 2557 อีกด้วย ในเดือนพฤศจิกายนปี 2559 เธอได้รับทุนสนับสนุนจาก Asian Cultural Council และได้ย้ายฐานการทำงานมาที่กรุงเทพฯ เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับศิลปะการแสดงร่วมสมัยในเอเชีย  
© Pratthana 2018