Features

สัมภาษณ์ VOL.3

แมค – ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี 

รู้สึกอย่างไรกับการที่ได้เป็นหนึ่งในนักแสดงของละครเวทีเรื่องนี้?

เราไม่เคยทำละครแนวนี้ เลยรู้สึกใหม่ในทิศทางการทำงาน ที่ไทยก็มีละครที่มีซีนเซ็กส์ ซีนจูบ แต่เรารู้สึกเหมือนมันเป็น stylized ไปแล้ว แต่เรื่องนี้เล่นจริงเหมือนไม่มีฟิลเตอร์ แล้วทำให้ไปถึงคุณดูในลักษณะที่ไม่น่าเกลียด

มีผลงานสร้างสรรค์ของตัวเองด้วยหรือเปล่า?

พึ่งเริ่มทำงานตัวเองล่าสุดกับเฟิร์ส แต่ยังไม่เคยทำงานชิ้นใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดง

ในฐานะที่เป็นนักแสดงและผู้กำกับ มีทิศทางในการทำงานอย่างไรบ้าง?

ช่วงแรกที่เริ่มทำละคร ส่วนใหญ่จะเป็นหนัง พูดเรื่องสังคม ละครที่คนดูแล้วต้องได้เรียนรู้ แต่หลังๆ มานี้อยากทำงานที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ มากกว่า ไม่ใช่ว่าเรามองภาพสังคมยังไงแล้วเอาไปปาให้คนอื่น เพราะฉะนั้นเราเห็นภาพงานที่จะสร้างต่อไปเป็น physical theatre เพราะสำหรับเรามันจริงใจกว่า และชอบอะไรที่เกิดขึ้นจริงกับร่างกาย

ได้รับอิทธิพลจากผลงานการแสดงไหนมามากที่สุด?

ส่วนใหญ่จะเป็นงานจาก B-Floor งานของพี่คาเงะ(ธีระวัฒน์ มุลวิไล) และพี่ดาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) ของพี่คาเงะเราชอบงานเรื่อง “ถังแดง” เขาเล่นคนเดียวกับถังน้ำมันเปล่าๆ สีแดง 12 ถัง แล้วมีซ็อตที่ถังค่อยๆ หล่นมาแล้วพี่คาเงะก็วิ่งบนนั้น คือดูเหมือนง่าย แต่ยากมากเลย ไม่รู้ร่างกายต้องฝึกขนาดไหน

ส่วนงานของพี่ดาว จะไม่ใช่แค่เป็นการรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงนั้น แต่เหมือนเราเข้าไปอยู่ในประสบการณ์ร่วมกับเขาจริงๆ เราชอบแนวที่มีประสบการณ์ร่วม ไม่ใช่แค่มองแค่ฟังอย่างเดียว

โน้ต – ทัพอนันต์ ธนาดุลยวัฒน์ 

10 วันที่ผ่านมาแล้วมีสิ่งไหนที่รู้สึกประทับใจบ้างไหม?

ซีนที่เราเล่นเป็นเข้าสิง คุณโอคาดะบอกว่าเราไม่ได้เล่นเป็นเข้าสิงแต่เรากำลังทำให้คนดูเป็นเข้าสิงไปด้วย มันจึงเป็นวิธีคิดใหม่ในการแสดง กับการที่บอกว่าตัวเราไม่ใช่หน้าที่แบกรับตัวละครคนนี้เพียงแค่คนเดียว แต่เรากำลังสื่อสารตัวละครตัวนี้ให้คนอื่นคนดูเป็นด้วย การที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นบุคคลที่ 1 และ 3 และเราไม่ได้ให้คนดูแค่ตามเรื่องหรืออยากรู้จักรักคนๆ นี้ แต่ให้เป็นคนๆ นี้ไปเลย ซึ่งผมไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน เลยกลายเป็นว่าเราสนใจมาก

นอกจากเป็นนักแสดงแล้วยังมีผลงานของตัวเองด้วยไหม?

ครับ เคยทำ 2 เรื่อง ถ้าไม่นับตอนเรียนด้วย เรื่องหนึ่งได้ “รางวัลสดใสอวอร์ด” ได้รางวัลนำเสนอ และนักแสดงนำ อีกเรื่องนึงได้เอ้ามาเล่นในเทศกาล Bangkok Theatre Festival นอกจากกำกับก็เป็นคนเขียนบทด้วย ก่อนหน้านี้ก็เขียนบทละครทีวี แต่ตอนนี้หยุดเขียนบทไปก่อน แล้วก็กลับมาโฟกัสการแสดงเพราะว่ารักการเป็นนักแสดง

ในอนาคตอยากจะพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างไรในฐานะนักแสดง ?

ถ้าในเชิงอาชีพ เราอยากเป็นนักแสดงที่หาเลี้ยงตัวเองได้จริงๆ เพราะว่าในประเทศไทย การที่จะเป็นนักแสดงจริงๆ นั้นไม่ง่ายเลย ถ้าเราไม่ได้มีเส้นสาย หรือหน้าตาดี แต่เราเองเชื่อในเรื่องของความสามารถมาก เราก็เลยฝึกทักษะของตัวเอง เราอยากใช้ทักษะของเราสร้างอาชีพนักแสดง แล้วถ้าตัวเราเองมีโอกาสสามารถสร้างงาน สร้างพื้นที่สำหรับรุ่นน้อง เพื่อน หรือใครก็ตามเพื่อช่วยเหลือกัน ผมก็อยากทำเท่าที่ทำได้ 

อ่านนวนิยายเรื่องนี้แล้วมีความประทับใจหรือรู้สึกอย่างไรบ้าง?

ผมรู้สึกว่าเป็นหนังสือมีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง เราสนใจตัวละครทุกตัวในนี้มากๆ อย่างตัวละครหลัก เข้าสิงไม่ใช่ตัวละครที่คนจะรักหรือเอาใจช่วย ถ้าพูดกันตรงๆ เข้าสิงเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น ก็เพราะว่าผมมีวิธีคิดและเส้นทางที่เหมือนเข้าสิงเอง เข้าสิงเหมือนเราเกินไป เราก็เลยผลักตัวเองออกมาจากมัน เข้าสิงไม่ได้เป็นตัวละครที่คนจะเอาใจช่วย แต่คนดูจะรู้สึก “เข้าสิง มึงเอ้ย” แทน

เข้าสิงใกล้กับตัวเองอย่างไรบ้าง?

เหมือนตอนเรียนผมอยากสร้างงานมาก ผมทำธีสิสด้วยการกฎบมหาวิทยาลัย ผมไม่เอาหลักสูตรของผู้สอนมาทำ ซึ่งจบมาได้ จบมาเราเองก็อยากสร้างงานต่อ เชื่อที่มีพลัง มีไฟ แต่สุดท้ายก็หนีไปเขียนบทหนีไปหาเงิน หนีไปเลี้ยงตัวเอง แล้วมันก็มีช่วงชีวิตที่เรารู้สึกทรมาน หนัก กับการที่นอกระบบไปช่วยเขียนบท วิธีการแก้ปัญหาจากความทุกข์ที่ใช้ส่วนใหญ่คือเซ็กส์ ซึ่งผมกล้าพูดว่าเข้าสิงใช้ความเป็นศิลปินมาใช้เป็นข้ออ้างที่เห็นแก่ตัวอยู่ เพราะผมก็ใช้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ มันเป็นซึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปต่างหาก ผมไม่ได้เหมือนเข้าสิง 100% แต่ผมมองว่าเบสความทุกข์ของมนุษย์มันเป็นเบสชุดเดียวกัน

 

แต๊ก – เขมชาติ เสริมสุขเจริญชัย 

ผ่านการซ้อม 6 วัน แล้วมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง?

ผมรู้สึกว่าตัวหนังสือน่าสนใจมาก เหมือนเขาพูดสิ่งที่เขาอยากจะพูดแบบมีชั้นเชิง ความคิดของคนเขียนก็ลึกซึ้ง แล้วคุณโอคาดะก็พยายามหาว่าจะหยิบความลึกซึ้งนั้นมาแสดงอยู่ในละครอย่างไร วิธีของคุณโอคาดะก็น่าประหลาดใจมาก
ตอนเริ่มเรื่องบทที่ 1 นักแสดงจะมาเล่าเรื่องแล้วเหมือนพยายามจะให้คนดูจินตนาการตาม ก็รู้สึกว่าทำให้คนดูจินตนาการแล้วเห็นภาพตามที่นักแสดงเล่าได้ ชอบที่คุณโอคาดะเล่นกับจิตนาการของคนดู การที่มีของจริงมาตั้งมันจะจำกัดคนดูอยู่ประมาณหนึ่ง แต่การที่เล่นกับจิตนการให้คนดูคิดต่อไปเองจะไปได้ไกลกว่า

ในประเทศไทยไม่ค่อยมีแนวการกำกับแบบคุณโอคาดะเท่าไหร่?

ผมคิดว่าบางทีเขาก็อยากพยายาม มีแนวคิดคล้ายๆกัน แต่อาจจะยังไม่ชัดเท่าคุณโอคาดะ สมมุติว่าในบทบอกว่าตรงนี้มีโต๊ะหินอ่อนข้างสระน้ำ คุณโอคาดะต้องการที่จะอยากให้คนดูเห็นภาพนั้นเลย แต่ถ้าเป็นคนไทยทำ คนดูจะเข้าใจว่ามีโต๊ะข้างสระน้ำ แต่ไม่จำเป็นจะต้องเห็นจริงๆ

คุณแต๊ก จบวิศวะจุฬา แล้วเข้า Democrazy ทำงานเป็นนักแสดงและไรท์ติ้งดีไซน์ด้วย อะไรเป็นตัวผลักดันให้ คุณแต๊ก เข้ามาสู่วงการการแสดง?

ตอนเรียนอยู่ได้อยู่ชมรม CU Band แล้วมีรุ่นพี่นิเทศ มาชวนทำละคร ได้เรียนไรท์ติ้งสำหรับละครตอนปี 4 ด้วย พอเรียนจบก็ได้เข้ามาอยู่ในวงการละคร และได้รู้จัก Democrazy คือ Democrazy เขาจะเชื่อมต่อกับสังคมด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าอยู่ตรงนี้น่าจะมีความหมายมากกว่ากับการที่ไปทำงานประจำ มีเงินเดือนเผื่อที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิต แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมทางสังคมมากเท่าฝั่งนี้

ในผลงานคร่าวนี้ อยากก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอะไรในกรุงเทพบ้าง?

ผมคิดว่านิยายเรื่องนี้ก็เหมือนเป็นเสียงของประชาชนประมาณหนึ่ง อยากให้คนทั่วไปมาดูเยอะๆ แล้วก็ได้ฟังเสียงของประชาชน

เว – เววิรี อิทธิอนันต์กุล 

หลังจากได้รับรู้ถึงแผนงานของโปรเจ็คนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

รู้สึกตื่นเต้น จริงๆ ไม่แน่ใจว่าเห็นภาพไปไกลขนาดนั้นได้แค่ไหน มีกังวลด้วยแต่รู้สึกว่าน่าจะสนุกดี

เคยมีผลงาน กำกับ เขียนบทการแสดงของตัวเองไหม?

ส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดงอย่างเดียวค่ะ

เห็นว่าตอนนี้แสดงในผลงานของคุณเฟิรส์ (ธนพนธ์ อัคควทัญญู) อยู่ ไม่แน่ใจว่ามีความสนุก น่าสนใจอย่างไรบ้าง?

เฟิรส์เป็นคนที่น่าสนใจ ไม่เคยทำงานกับเขามาก่อน เขาค่อนข้างต่างกับคนที่เคยเจอ ไม่ได้เหมือนผู้กำกับ เลยรู้สึกว่างานของเขาก็น่าสนใจดี ไม่รู้ว่าในภาพรวมคนดูเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่ว่าทำงานกับเฟิรส์จะมีอะไรที่แปลกใหม่เยอะดี

ทำไมถึงได้มาเป็นนักแสดง?

ตอนแรกที่เรียนละคร ไม่ได้มีความคิดเลยว่าตัวเองจะเป็นนักแสดง แต่ได้ออกมาทำงานละครข้างนอก ได้เวิร์กช็อปดูแล้วรู้สึกสนุก ก็เลยทำมาเรื่อยๆ

เห็นว่ามีงานภาพยนตร์ด้วย ไม่แน่ใจว่าเลือกงานอย่างไรบ้าง?

ไม่เชิงว่าเลือกคะ อันไหนน่าสนใจก็ไป บางงานเข้ามา แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยปฏิเสธ เพราะรู้สึกชอบที่จะลอง

ได้อ่านนิยายของคุณอุทิศเรื่องร่างของปรารถนาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

ตัวเรื่องทำให้รู้สึกว่าหนัก มันไม่ใช่เรื่องที่อ่านแล้วเราลื่นไหลไปกับมันได้ แต่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราชอบ แล้วจะเจอบางส่วนที่ อันนี้รู้สึกด้วยมากๆ กับบางส่วนที่รู้สึกว่าหายไปจากความรู้สึก คืออ่านเข้าใจตัวเรื่อง แต่ไม่เข้าใจจริงๆ แล้วก็แปลกดีที่อ่านไปเรื่อยๆ แล้วไปหยุดที่บทสุดท้ายก่อนจะอ่านจบ ทิ้งไว้สักพักค่อยอ่านบทสุดท้าย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

ซีนไหนในเรื่องที่คิดว่าประทับใจเราที่สุด?

ใช้คำว่าประทับใจหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ตอนสุดท้ายที่เป็นเรื่องช่วง 2553 เรื่องการเมือง เรื่องความตาย เรารู้สึกว่าซีนนั้นค่อนข้างทำงานกับเราเยอะ อาจจะเป็นเพราะช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้นเราโตแล้วเริ่มรู้เรื่องแล้ว