Features

สัมภาษณ์ VOL.2

จาลูกแก้ว – ขวัญแก้ว คงนิสัย

คุณลูกแก้วเป็นนักร้องมาก่อน ทำไมครั้งนี้ถึงได้มาร่วมกับโปรเจ็คการแสดงนี้?

จริงๆ แล้วแก้วเป็นนักแสดง ไม่ได้เป็นนักร้องมาก่อน เรียนศิลปะการแสดงที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แล้วก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศในสาขามิวสิคัล เธียเตอร์ นอกจากชอบเล่นละครแล้วยังชอบร้องเพลงด้วย มีโอกาสได้เล่นละครเวทีตลอดมาเลยตั้งแต่เรียน รู้สึกเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของเราด้วย เพราะว่ามันน้อยคนที่จะรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรแล้วได้ทำสิ่งเหล่านั้นจริงๆ แต่ว่าถ้าถามว่าประกอบอาชีพอะไรเพื่อเลี้ยงชีพก็คือเป็นนักร้อง ส่วนอาชีพนักแสดงก็จะเมื่อมีโอกาสได้ไปออดิชั่น หรือว่าได้รับเชิญไปเล่น สมมุติมีคนมาถามว่าอาชีพของคุณคืออะไร ก็มักจะบอกเสมอว่าเป็นนักแสดง เราภูมิใจกับการเป็นนักแสดง ส่วนโปรเจ็คนี้ เห็นมีการประกาศออดิชั่น แล้วเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เป็นโปรเจ็คการร่วมกันระหว่าง 2 เชื้อชาติ แล้วก็มีโอกาสที่จะได้ไปแสดงที่ต่างประเทศด้วย ก็เลยรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี

นิยายเรื่องนี้สร้างความประทับใจอะไร แล้วมีซีนไหนที่ติดใจบ้าง?

ค่อนข้างจะกระทบกับความรู้สึกแก้วครั้งแรกที่อ่านเลย ในนิยายจะมีเรื่องของเซ็กส์ซีนตั้งแต่บทที่ 1 ซึ่งพออ่านแล้วก็จะค่อนข้างชัดเหมือนกัน เพราะว่ามันละเอียดเหลือเกิน แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ก็จะมีเรื่องของการเมืองก็ไม่ทิ้งเรื่องเซ็กส์ แล้วยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายถึงสรีระ หรือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคน จนกระทั่งมาบทที่ 5, 6 ก็พยายามทำความเข้าใจว่าผู้เขียนอาจจะพยายามนำเรื่องระหว่างการเมือง ศิลปะ และเซ็กส์ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน

พิช – วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

ได้มาร่วมการฝึกซ้อม 10 ทำไมคุณพิชถึงได้สนใจเข้าร่วมโปรเจ็คนี้?

ผมเริ่มกระโดดมาทำเกี่ยวกับละครเวทีตอนปี 2013 เล่นละครเวทีอย่างน้อยปีละครั้ง แล้วก็เริ่มให้ความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่การไปเล่น แต่ทำงานในด้านอื่นๆ เช่นงานออกแบบเสียงด้วย พอได้ยินว่ามีโปรเจ็คที่ต้องทำงานกับผู้กำกับจากญี่ปุ่น ก็รู้สึกยิ่งน่าสนใจ แล้วพี่อุทิศก็เป็นนักเขียนที่เราชื่นชมกับผลงานของเขาอยู่แล้ว พอรู้ว่าเป็นงานที่มาร่วมกันก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องทำให้เต็มที่

 

สำหรับตัวคุณเอ๋ ชอบงานของคุณอุทิศตรงไหนบ้าง?

ชอบเขาในฐานะที่ว่าเขาไม่ได้มาจากคนเขียน แต่มาจากการเป็นคนทำงานศิลปะ งานของเขาจะมีความสวยงามทางภาษา แล้วรู้สึกว่าเขาเป็นคนบรรยายอะไรก็ตามออกมาได้อย่างมีรายละเอียด แล้วเคยทำให้เรานึกถึงตัวเราที่เคยเขียนหนังสือ ซึ่งพิชไม่ได้เริ่มมาจากการทำอะไรที่เกี่ยวกับการเขียน ดังนั้นเขาเป็นเหมือนครูเรา

คุณเอ๋ อ่านนิยายเรื่อง “ร่างของปรารถนา” แล้วประทับใจตรงไหน?

น่าสนใจตรงที่เขาเอาเรื่องของเรือนร่างของคนมาวางทับซ้อนกับเรือนร่างของสิ่งอื่นๆ เช่นเรื่องของพื้นที่ ของประเทศ ความเป็นเมือง อันนี้เป็นของเรา ของคนอื่น แล้วก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขายอมถอดเสื้อผ้าให้เราดู บางอย่างก็ชวนให้เราคิดว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นกับเขาจริงๆ หรือเปล่า มันรุนแรงแต่เป็นความรุนแรงที่มีความหลงใหล

คุณเอ๋ ตอนไหนที่ทำให้รู้สึกเรือนร่างของคนไปเทียบกับเรืองร่างของสิ่งอื่นได้ชัดเจน?

เรื่องของวิธีการเล่าในขณะเดียวกันที่ตัวละครมีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เรื่องก็จะกลับไปเล่าเรื่องของช่วงเวลาการเมืองที่เปลี่ยนไป แล้วก็มีเรื่องที่รีเฟ็กซ์กันอยู่กับเหตุการณ์ในสังคม เช่น ตอนที่เขาเข้าไปเรียนที่ศิลปกร แล้วมีเรื่องของระบบหมู่ มีบทความเรื่องพุทธศิลป์ พออ่านไปอีกสักพักก็จะเกิดเหตุการณ์คนในประเทศที่เป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่าออกไป มีเหตุการณ์ที่คนบอกว่ากำลังมีคนมาทำร้ายสถาบัน หรือสิ่งที่ตัวเองรัก วิธีการแสดงออกหรือวิธีการตอบโต้นั้นเป็นวิธีการที่น่าสนใจว่ามันดีหรือไม่ดี

คุณเอ๋ คุณพิช เลือกอาชีพนักแสดงภาพยนตร์ แล้วก็เริ่มแสดงละครเวที แล้วยังเป็นนักร้องด้วย ตอนนี้นิยามตัวเองว่าเป็นอะไร?

เราเคยผ่านช่วงที่เป็นศิลปินที่มีคนได้เห็นได้ฟังงานของเรา แต่บางครั้งก็ไม่ได้ตอบโจทย์เราขนาดนั้น บางคนสนใจเราแต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไร เขาก็จะมีความสนใจในตัวเราในแง่มุมที่ต่างกันออกไป บางทีเราอยากร้องเพลงเพื่อที่จะเราเรื่อง แต่ว่าสิ่งที่เห็นคือคนที่เขามาเพื่อถ่ายรูป มากรี๊ดๆ แล้วไม่ได้ฟังสิ่งที่เราอยากจะเล่า แต่สำหรับการทำละครเวทีนั้น คนต้องยอมแลกแรงกายและจ่ายเงินเพื่อที่จะเข้ามาดู เหมือนกับการที่เขาแบบว่า ฉันอยากจะฟังว่าเธออยากจะเล่าอะไร ไม่ใช่มาดูว่าเราเป็นใคร ดังนั้นถ้าเราต้องการคนที่มองเราในมุมที่เราอยากจะให้เขามอง เราก็ต้องกระโดดลงไปอีกบ่อหนึ่ง ซึ่งละครเวทีเป็นบ่อที่เราสนใจตอนนี้

ปูเป้ – ศศิพินทุ์ ศิริวานิช

หลังจากผานการซ้อมครบทุกบทแล้ว อยากทราบว่าคุณปูเป้รู้สึกอย่างไรกับโปรเจ็คนี้บ้าง?

เหมือนมันมาค้นพบอะไรด้วยกันไปทุกวัน ตอนแรก็คิดว่าจะเป็นการซ้อมที่ผู้กำกับสั่งมาแล้วทำๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นการร่วมกันคิด โอกาดะซังเขาจะแชร์ไอเดียที่ถามจากพวกเรา ค่อยๆ ลองไปด้วยกัน ทำให้รู้สึกว่าเราได้รับการเคารพ และเราชอบที่จะมาอยู่ร่วมกันแบบนี้ ต่อให้ไม่ได้ออกมาทำอะไรมากมาย เหมือนค่อยๆ ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน และเกาะความเป็นกลุ่มขึ้นมา

เห็นภาพมาจากนิยายถูกกลายมาเป็นงานแสดงแล้วรู้สึกต่อเรื่องราวกันไปอย่างไรบ้าง?

สิ่งที่ถูกขยายเมื่อได้มาอยู่ในห้องซ้อมคือ มุมที่ว่าจากแค่การรับรู้ของส่วนตัวนั้นจะออกไปสู่ที่สาธารณะได้อย่างไร ตอนแรกก็นึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะขนาดตอนอ่านนิยายเรื่องนี้ยังต้องหาเวลา หรือมุมส่วนตัวที่จะมีสมาธิสูงมาก แต่โอกาดะซังเขามีมุมที่ว่าเอาซีนนั้นมาซ้อนซีนนี้ ให้เกิดมุมนี้ หรือทำให้เกิดมุมมองหลายหลากพร้อมๆ กัน แต่ก็ยังเป็นเรื่องเดิม มิติการรับรู้สิ่งเหล่านั้นถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าที่เราอ่านเองคนเดียวมากๆ

มีฉากไหนที่รู้สึกประทับใจ หรือรู้สึกไม่ร่วมไปกับเรื่องไหม?

เราสนใจนิยายเรื่องนี้มากเพราะพูดถึงเรื่องเพศ แต่เป็นมุมมองผู้ชาย แล้วเหมือนเราได้เข้าไปในสมองผู้ชายในขณะที่เขามีความอยาก หรือขณะร่วมเพศ ซึ่งรู้สึกเป็นโลกมหัศจรรย์มาก และเรื่องระดับสังคมก็เชื่อมโยงเหมือนกัน รู้สึกว่าเราคิดคล้ายกับความคิดในหนังสือหลายๆ อย่าง แต่นิยายก็พาเราไปที่อื่นด้วย มีการตั้งคำถามย้อนกลับถามตัวเองด้วยซ้ำ การเปรียบเทียบเรื่องเพศกับเรื่องการเมือง อันนี้เราก็ไม่เคยคิดว่าจะเชื่อมกัน นิยายคุณอุทิศเขาเปรียบเทียบในขนาดที่ละเอียดมาก และมีความหลากหลายทางมุมมอง เหมือนเราหลุดเข้าไปในจักรวาล มีความเป็นไปได้เต็มไปหมด

คุณปูเป้มีทิศทางการทำงานอย่างไรบ้าง?

เราทำงานเมื่อเรามีคำถาม หรือคำพูดที่เป็นผลมาจากความเป็นไปในสังคม ส่วนในแง่โปรดิว ตอนนี้ความสนใจจะอยู่ที่ว่าจะเชื่อมโยงซีนไทยกับชาติอื่นได้อย่างไร เพราะเรารู้สึกมั่นใจในคุณภาพของวงการในบ้านเรา แต่ขาดการเปิดไปสู่ประเทศอื่น ซึ่งตอนนี้ไม่คิดแล้วว่าเราด้อยกว่าคนอื่น ถ้าในฐานะโปรดิวเซอร์ ส่วนใหญ่จะดูแลงานที่เกี่ยวกับต่างประเทศของ B-Floor Theatre แต่ถ้าเป็นของส่วนตัว ตอนนี้มีเทศกาลในใจที่ค่อยๆ ไต่ไปอยู่ วางไว้ว่าจะเป็นปลายปี 2019 ที่อยากจะให้เกิดขึ้น เป็นเทศกาลที่เอางานจาก 3 ประเทศที่เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงมาเล่นที่กรุงเทพ

คาดหวังอะไรจากโปรเจ็คนี้บ้าง?

ไม่รู้จะคาดหวังอะไร เรียกว่าตั้งตารอมากกว่า รู้สึกไม่ชินกับงานที่จะได้ทัวร์ไปด้วยกันเป็นปีๆ เพราะชินกับอะไรเล็กๆ เกิดแล้วหายตลอดเวลา ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริงๆในชีวิตที่เรามี

เฟิร์ส – ธนพนธ์ อัคควทัญญู

เห็นว่าตอนนี้มีผลงานกำลังเปิดแสดงอยู่ เป็นอย่างไรบ้าง?

ผมเป็นผู้กำกับ และคนเขียนบท เนื้อหาเป็นเรื่องวัยรุ่น 3 คน ในช่วง 3 เวลา อ้างอิงจากเกมส์ การ์ตูน และประวัติศาสตร์ เป็นกึ่งประวัติของคนสำคัญคนหนึ่งในประเทศไทย คุณจิตร ภูมิศักดิ์ ส่วนการ์ตูนได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนหุ่นยนต์ และเอนนิเมชั่นญี่ปุ่น เกมส์ก็เป็นเรื่องบอดเกมส์ จะเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตัวเอกเป็นวัยรุ่นที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างที่แหกกฎสังคมใดๆ

มีประวัติในฐานะ ศิลปินหรือผู้ผลิตงานศิลปะอย่างไรบ้าง?

จบจากธรรมศาสตร์ คณะวารสาร เอกภาพยนตร์ครับ ได้มารู้จักกับละครตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วรู้สึกชอบ ตอนนั้นเป็นชุนนุมทำละครในธรรมศาสตร์ พอได้ลองออกมาข้างนอกในวงการละคร ก็ตัดสินใจว่าจะทำสิ่งนี้ต่อไปหลังเรียนจบ ก็เลยตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาชื่อ Splashing Theatre Company กับเพื่อนๆ ได้ทำละครกัน และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 6

นิยายต้นฉบับแล้วฉากไหนตราตรึงในความทรงจำที่สุด?

ฉากท้ายๆ ช่วงที่แบบตัวอักษรเปลี่ยนเยอะๆ ในบทที่ 5 ช่วงที่ “วารี” ทำสิ่งที่ “เข้าสิง” สั่งให้ทำสิ่งนั้น คือเหมือนสอดคล้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เรามีประสบการณ์ร่วม เหมือนตอนอ่านเรานึกถึงเป็นภาพหนังตัดต่อไปมา ระหว่างเหตุการณ์ทางการเมืองและก็เหตุการณ์บนเตียง พอมาถึงจุดไคลแมคซ์ ค่อนข้างหายใจแรงตาม แล้วก็รู้สึกเหนื่อยและรู้สึกอะไรบ้างอย่างตอนจบ