Features

สัมภาษณ์ VOL.1

จาจารุนันท์ พันธชาติ 

หลังจากได้รับรู้ถึงแผนงานของโปรเจ็คและแนวคิดของผู้กำกับแล้วคุณจารู้สึกอย่างไรบ้าง?

รู้สึกว่าแผนงานดีจัง สามารถวางแผนได้ไกล รู้สึกและน่าสนใจที่ผู้กำกับญี่ปุ่นมองหนังสือที่มีเนื้อหาของไทยในแง่ประวัติศาสตร์เยอะ แล้วสิ่งที่เขาเลือกที่จะนำมาเสนอก็น่าสนใจ แต่มันก็เห็นความเป็นสากล ความเป็นคนในตัวที่เขานำเสนอเหมือนกัน

เหตุการณ์ส่วนไหนในหนังสือนิยายเรื่องนี้กระทบใจมากที่สุด?

คงเป็นช่วงบทที่ 2 เพราะเรื่องเกี่ยวกับแกลลอรี่ที่อุทิศเขียน เป็นช่วงเวลาเดียวกับหลังจากที่จาเรียนจบแล้วทำงานที่แกลลอรี่นั้น คนที่อยู่ในซีน คือคนที่เรารู้จักจริง ซึ่งก็จะเห็นตัวเองอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น ส่วนเรื่องพฤษภาทมิฬ(ที่ถูกเขียนอยู่ในบทที่ 1) เป็นเหตุการณ์ตอนอยู่มัธยม แล้วก็มีรุ่นพี่ที่เราแอบชอบ ตอนนั้นพี่เขาอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว เขาก็ไปเข้าร่วม เราอยู่ต่างจังหวัดก็จะได้ยินภาพจากข่าว มีการยิงกัน พี่คนนี้ก็หายไปอยู่ช่วงเดือนสองเดือน แล้วเขาก็กลับมาแล้วเลิกเรียนไปเลย

คิดว่าแมสเสจที่เราได้จากนิยายเรื่องนี้คืออะไร?

รู้สึกถึงความโกรธของคนเขียน แต่มันมีความร้าวราน และมีความรู้สึกผิด ความรู้สึกสุขในความผิด เช่นการช่วยตัวเองในท่าประหลาด ท่าที่ร่างกายไม่เหมาะที่จะทำแต่ก็จะทำ พอทำได้แล้วก็มีความสุข แล้วความหมายของเรื่องเซ็กส์ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พอช่วงปี 2553 ก็จะเห็นภาพเซ็กส์ที่มันแย่ แล้วเซ็กส์ในเรื่องก็ไม่ได้มีเพื่อความสุข แต่ให้ความรู้สึกแบบขมขื่นด้วยซ้ำ

ผลงานของคุณจาในฐานะผู้กำกับเป็นงานอย่างไรบ้าง?

เริ่มกำกับจริงจังตอนปี 2008-2009 คนทำละครเขาจะชอบพูดว่าแต่ละรอบของคนดูจะเป็นรอบที่ไม่เหมือนกัน แต่ละรอบเป็นของขวัญ เป็นของพิเศษ แต่เวลาไปดูละครจะรู้สึกว่า มันก็เล่นเหมือนเดิม นอกจากนักแสดงจะลืมบท ถ้ามันจะมีอะไรที่ทำให้คนดูรู้สึก ว่ารอบของเขาไม่เหมือนรอบคนอื่น เราก็เลยสนใจงานแสดงที่ interactive ที่คนดูจะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป
อย่างเช่นตอนจาทำเรื่องแรกก็จะให้คนดูปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับการเติม มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร คนดูก็จะมีเครื่องปรุงต่างๆ และถ้วยให้เขาใส่ สมมุติเขารู้สึกสนุกเขาก็ใส่พริก ใส่น้ำตาลเข้าไป เสร็จแล้วเราก็จะรวบรวมเครื่องปรุงทั้งหมดเอามาทำเป็นแกงส้ม ซึ่งรสชาติแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน
ส่วนผลงานอันล่าสุด จริงๆ เป็นงานเก่าที่เหมือนการออกแบบประเทศในรูปแบบของการทำแสดง แล้วก็ให้คนดูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะเน้นประเด็นการหายไปของคน ของข้อมูล ถ้าทุกอย่างมันครบอย่างที่ควรจะมี คนดูจะเข้าใจในข้อความที่สมบูรณ์ แต่ที่นี่เราไม่เคยมีสิทธิ์รู้ข้อความที่สมบูรณ์เลยนี่

เอ๋ – ภาวิณี สมรรคบุตร 

ได้มาร่วมการฝึกซ้อม 10 วันแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

คิดว่าผู้กำกับอาจจะอยากทดลองภาพที่เห็นในหัว เลยอยากจะรู้ว่าหลังจากที่ผู้กำกับเห็นการซ้อมนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นก้อนความคิดหนึ่งของตัวเอง หรือจะดำเนินไปตามที่มันเป็น ด้วยในนวนิยายมีเรื่อง 2 อย่างคู่กันไป คือเรื่องเซ็กส์ กับการเมือง ก็สนใจว่าภาพอะไรบางอย่างที่อยู่ในหัวนั้นคืออะไร

 

สำหรับตัวคุณเอ๋ นิยายเรื่องนี้น่าสนใจตรงไหนบ้าง?

ตรงที่มีการทำซ้อนกันของเรื่องเซ็กส์ หรือว่าเรื่องความสัมพันธ์ของมุนษย์ จริงๆ มันก็โชว์อะไรบ้างอย่างผ่านเรื่องนี้ด้วย เห็นการใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของตัวละคร เขาไม่ได้คุยกันเรื่องการเมือง แต่มันโชว์เพาเวอร์ระหว่างคนต่อคน

อย่างเรื่องระหว่างตัวละคร“น้ำ” กับ“เข้าสิง” จะมีความพึ่งพอใจในการควบคุมคนที่อยู่ต่างชนชั้น “เข้าสิง” เขาเป็นคนที่ต้องการอำนาจต่อคนๆ นึง มันก็มีผลต่อการดำรงอยู่ของเขา หรืออย่างตัวละคร “รักเจ้า” เหมือนลักษณะของผู้หญิงที่เขาเลือกที่จะมีชีวิต มีความสัมพันธ์อยู่ด้วยในช่วงเวลาหนึ่ง มันดูมีความเติมเต็ม เหมือนต้องการความแข็งแรงบางอย่าง

คุณเอ๋ ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง Democrazy Theatre อยากทราบว่าแนวคิดของ Democrazy Theatre ที่ผ่านมา และอนาคตจะเป็นอย่างไร?

มันก็เปลี่ยนไปตามเวลา ในช่วงเริ่มก่อตั้งก็เป็นการพยายาม ทำให้ Performing artsเป็นเรื่องปกติในสังคม พอผ่านมา 3-4 ปี รู้สึกว่าทำได้แล้ว ก็สนใจเรื่องคุณภาพของงานมากขึ้น ค่อยๆ ทดลอง ผลักตัวเองให้มากกว่าข้อจำกัดในวิธีการโปรดิวหรือสร้างละครที่ยุคสมัยนั้นมันมี ต่อมาก็เริ่มโครงการพิชิตความสนใจ เช่น เราอยากพูดอะไร

เข้าสู่ปัจจุบัน เราได้กลุ่มคนที่เรียกว่า Company เรียกว่ามีหน้าทีเดียวกัน คือจะทำยังไงให้เรายั่นยืน หรือ ทำยังไงให้ Full time artists ให้ได้ เพราะเชื่อว่า นี่คือปัญหาของการ พัฒนางาน หรือคนทางด้านศิลปะช้า การผลิตงานออกมาไม่ใช่คำตอบเดียวของการทำงาน แต่การที่เรามีความคิดยังไง process value ของการทำงานของเราอยู่ที่ตรงไหน สิ่งเหล่านี้จะทให้เกิดการพัฒนาคนและงาน

คาเงะ – ธีระวัฒน์ มุลวิไล

ได้ฟังเกี่ยวกับแผนงานและภาพรวมของโปรเจ็คนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

ผมรู้สึกว่าโปรเจ็คใหญ่มากดีใจที่ได้เห็นงานชิ้นนี้ได้ออกไปข้างนอก เพราะเรู้สึกว่า Thai contemporary จะออกไปข้างนอกได้น้อยมากคือปกติตัวเองออกไปเพราะ Physical Theatre (การแสดงทางร่างกายไม่มีบทพูด) แต่ว่างานนี้เป็นงานบท งานบันทึกทางประวัติศาสตร์และสังคมบ้านเราด้วย ก็เลยรู้สึกว่าดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในงานชิ้นนี้ คิดว่าคนต่างชาติน่าจะเข้าใจภาพรวมประเทศไทยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาด้วย คนเขียนเหมือนเป็นตัวแทนของคนไทยที่เหมือนไม่มีทางออก ไม่มีทางเลือก ได้เพียงแค่เป็นผู้เฝ้ามอง ผมรู้สึกว่าการนำเสนอมุมมองที่เป็นส่วนตัว จะกระทบกับสิ่งใหญ่ๆ และน่าจะเป็นจุดที่คนทั่วไปสามารถเชื่อมโยงหรือสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ได้

อยากให้เล่าเกี่ยวกับผลงานที่สะท้อนปัญหาด้านสังคมของคุณคาเงะนั้น มีการนำเสนอมันออกมาอย่างไรบ้าง?

ผมมีงานไตรภาคที่สะท้อนเหตุการณ์พฤษภา 2553 เป็นงานซีรีย์ที่มีชื่อว่า “Flu-O-Less-Sense” “Fool Alright” และ “Oxygen” พูดถึงเรื่องผลกระทบต่อความรู้สึกของเราในตอนที่เกิดเหตุการณ์ฆ่ากันกลางเมือง ซึ่งตรงถนนเส้นพระราม 4 ก็เป็นสมรภูมิอันนึง พอเหตุการณ์เกิดขึ้นผมก็ทำการแสดงซีรีย์แรก Democrazy Theatre Studio ในปี 2553 เดือนมิถุนายนเลย ผมก็จะผ่านเซเว่นที่ถูกเผา แล้วก็มีกำแพงที่เขียนว่าเขตใช้กระสุนจริงอยู่ ซึ่งงานนี้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับว่ามีการฆ่ากันกลางเมือง และก็พูดถึงเรื่อง Big Cleaning Day ชัดมาก ปีต่อมาผมทำเรื่อง “Fool Alright” จะเป็นการการสืบย้อนกลับเข้าไปในอดีตว่ารากเหง้าของความรุนแรงในบ้านเราเกิดจากอะไร เรื่องสุดท้าย “Oxygen” จะเป็นการพยายามจะหาทางออกจากวังวนเหล่านี้ เล่นในปี 2555

จริงๆ มีซีรีย์อันใหม่ที่เกิดจากการไปค้นคว้าในไทย ลาว พม่า อินโดนิเซีย และญี่ปุ่น เกี่ยวกับเรื่อง Censorship and Performing Arts เป็นการแสดงเดี่ยวชื่อเรื่อง “ถังแดง” ที่พูดถึงคนที่ถูกอุ้มหายโดยรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้บ่อยมาก อันนี้จะเป็นมุมมองของผู้ถูกกระทำ และอีกเรื่อง “Ice Bark” เป็นเรื่องที่จากคนธรรมดาไปเป็นผู้กระทำได้อย่างไร

อยากให้ผู้ชมแบบไหนได้ดูการแสดงนี้ (ร่างของปรารถนา)?

รู้สึกว่าเหมาะสำหรับคนกรุงเทพมาก ผมอยากจะพูดคุยกับพวกเขาและเพื่อนที่อยู่ยุโรปก็สนใจสถานการณ์ในบ้านเรามาก แต่การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยได้ออกจากเมืองไทยไปมากนัก ด้วยที่การแสดงนี้เป็นการย่อยส่วนประวัติศาสตร์ไทย พวกเขาอาจจะงงว่าคิดอย่างนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าอยากให้คนต่างชาติได้ประโยชน์ ก็คือการเอางานชิ้นนี้ออกไปข้างนอก