Features

บทสนทนาระหว่าง อุทิศ เหมะมูล และ โทชิกิ โอกาดะ ถึงการเดินทางร่วมกันจาก

บทสนทนาระหว่าง อุทิศ เหมะมูล และ โทชิกิ โอกาดะ ถึงการเดินทางร่วมกันจาก “ร่างของปรารถนา”

ภาพบรรยากาศงานเสวนา โดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์

ในช่วงปลายปี 2017 การได้มีประสบการณ์กับนวนิยาย “ร่างของปรารถนา” ซึ่งประพันธ์โดยนักเขียนรางวัลซีไรต์อย่าง อุทิศ เหมะมูล ถือเป็นประสบการณ์พิเศษเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การรับรู้ลักษณะของตัวหนังสือด้วยสายตา ชื่อเรื่องที่เป็นอักษรไทยแปลกประหลาดบนหน้าปก ขนาดที่ไม่คุ้นชิน ต่อไปจนถึงเมื่อได้สัมผัสกับเนื้อกระดาษและการต้องเปลื้องตัวหนังสือออกจากผนึกที่สร้างไว้ก่อนจะเปิดอ่าน ไปจนกระทั่งการรับรู้เรื่องราวในนวนิยายที่เข้ามาปลุกปั่นความนึกคิดและแรงปรารถนา จนหลายครั้งก็ทำให้เกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งอยากจะอ่านต่อในขณะเดียวกันก็อยากจะหยุดเอาไว้ แต่พอรู้ตัวอีกทีก็อ่านจบภายในสองวัน หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อได้ยินข่าวคราวของการที่วรรณกรรมเรื่องนี้จะถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีโดยผู้กำกับและนักเขียนบทชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่จับตามองของนักการละครทั่วโลกอย่าง โทชิกิ โอกาดะ ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อย่าง “5 วันในเดือนมีนาคม (Five Days in March)” ที่ได้รับรางวัลบทละครเวทีคิชิดะ คุนิโอะ (Kishida Kunio Drama Award) ครั้งที่ 49 ในปี 2005 ก่อนที่เขาจะหยิบมาสร้างเป็นนวนิยายชุด ร่วมกับวรรณกรรมเรื่อง “หลากที่ที่ฉันอยู่ (Our Many Places)” และนวนิยายชุดนี้ถูกแปลเป็นไทยในชื่อว่า “ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา (The End of the Special Time We Were Allowed)” ซึ่งนวนิยายชุดนี้ได้รับรางวัลเคนซาบุโร โอเอะ ในปี 2008 อีกด้วย บทความนี้จะนำเสนอการเดินทางร่วมกันระหว่าง 2 ศิลปิน จาก 2 สาขา ในบทสนทนาของทั้ง 2 คน ที่จัดขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม 2018 ณ ร้านหนังสือก็องดิด ในโครงการ เดอะ แจม แฟคตอรี่

ภาพบรรยากาศงานเสวนา โดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์

การสนทนาดำเนินไปโดยมี อุทิศ เหมะมูล เป็นผู้ดำเนินการสนทนารวมทั้งเป็นผู้ร่วมเสวนากับ โทชิกิ โอกาดะ โดยมี อ.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล เป็นล่ามในระหว่างการเสวนา บทสนทนาเริ่มต้นจากการที่ อุทิศ เล่าให้ฟังถึงการพบเจอกันของเขาและ โอกาดะ เมื่อปี 2015 ครั้งที่อุทิศ มีโอกาสได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานเสวนาในฐานะนักเขียนจากเมืองไทย และได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน หลังจากนั้นในปีถัดมาโอกาดะก็ได้ติดต่อกลับมาอีกครั้งเพื่อนัดเจอกับเขาที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่อุทิศกำลังเขียนนวนิยายเรื่อง “ร่างของปรารถนา” อยู่ จึงได้มีการบอกเล่าเรื่องราวและแนวคิดของตัวนวนิยายให้กับโอกาดะฟัง อุทิศเล่าถึงนวนิยายเรื่องนี้ว่า “เป็นหนังสือที่โป๊มากๆ” พร้อมกับยืนยันด้วยรูปวาดบางส่วนที่อุทิศวาดขึ้น ซึ่งรวบรวมมาเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “ภาพร่างของปรารถนา” โดยมีแนวคิดว่าเป็นภาพวาดที่ตัวละคร ‘เข้าสิง’ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในนวนิยายวาดขึ้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โอกาดะรู้สึกสนใจชุดความคิดในการสร้างนวนิยายเรื่องนี้มาก และริเริ่มที่จะมีไอเดียในการหาความเป็นไปได้ที่จะร่วมงานกัน โดยโอกาดะเสนอว่า “ไม่ใช่แค่การที่นำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครเวที แต่มีกระบวนการแลกเปลี่ยนและพัฒนาชิ้นงานไปพร้อม ๆ กันอย่างต่อเนื่อง” เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างงานที่ ข้ามพรมแดนของ 2 ประเทศ 2 วัฒนธรรม 2 ศาสตร์ทางศิลปะ ชิ้นนี้

ภาพบรรยากาศงานเสวนา โดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์

จากกระบวนการทำงานแลกเปลี่ยนกันของทั้งสองศิลปินก็ทำให้ทั้งคู่พบเจอการเชื่อมโยงระหว่างกันและกันในเรื่องของช่วงยุคสมัยที่ทั้งสองคนเติบโตมา เพราะทั้งคู่เกิดในช่วงปี 1970 อุทิศกล่าวว่า “ความคิด ความรู้สึก ของคนในยุคสมัยเดียวกันมันมีลักษณะภาวะที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าการเชื่อมโยงนี้จะทำให้โอกาดะพัฒนางานนวนิยายชิ้นนี้ออกมาเป็นละครเวทีในรูปแบบไหน” หลังจากที่ตัวนวนิยายถูกเขียนเสร็จ ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาตัวบทเพื่อใช้สำหรับละครเวที ซึ่งต้องผ่านกระบวนการแปลและแปลงหลายรอบเนื่องจากบริบททางภาษาที่ต่างกัน โอกาดะกล่าวว่า “สัญชาตญาณตอนเริ่มที่อยากจะทำละครจากนวนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ แต่กระบวนการที่จะทำให้เกิดขึ้นต่อมาก็เป็นเรื่องที่ยาก” จากประโยคนี้จึงน่าสนใจว่าสัญชาตญาณนี้เกิดจากแรงกระตุ้นแบบไหน? โอกาดะมีมุมมองต่อนวนิยายเรื่องนี้และกระบวนในการทำงานตรงนี้อย่างไร? และทำไมจึงต้องเป็นละครเวที?
โอกาดะเล่าว่า สิ่งที่ทำให้เขาสนใจพัฒนานวนิยายเล่มนี้มาเป็นละครเวทีคือประเด็นที่ตัวนวนิยายพูดถึงการที่คนถูกควบคุมและยึดโยงอยู่กับร่างกาย ซึ่งการตกอยู่ภายใต้บงการของร่างกายก็เหมือนการตกอยู่ภายใต้บงการของสังคมหรือภายใต้บงการของรัฐ สำหรับเขามันเป็นประเด็นที่เป็นสากลมาก นอกจากนั้นเขาต้องการต่อยอดประสบการณ์จากการอ่านที่จะสร้างให้เกิดประสบการณ์เดี่ยวโดยเกิดขึ้นในตัวผู้อ่านคนเดียว มาสู่ประสบการณ์ร่วมในละคร เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการสร้างละครเวทีจากการสื่อสารกันไปมาระหว่างคนสองคน ก็กลายเป็นการสื่อสารร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่เมื่อมีทีมงานและนักแสดงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง จนถึงจุดสุดท้ายที่มีผู้ชมเข้ามารับชมการแสดง การเข้ามารวมกันในที่ที่หนึ่ง และได้รับรู้เรื่องราวนั้น มีประสบการณ์กับเรื่องราวนั้นไปพร้อม ๆ กัน เป็นอีกความเป็นไปได้หนึ่งที่ทำให้สามารถมีมุมมองหรือประสบการณ์ต่อเรื่องราวนั้นในแบบที่เปิดกว้างมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่งตัวละครเวทีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะในนวนิยายมีการนำเสนอที่ ท้าทาย ล่อแหลม และมีความละเอียดอ่อนในเรื่องทางเพศ ทั้งยังบริบททางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศไทยที่ค่อนข้างซับซ้อน และการที่ต้องแปลงสื่อจากนวนิยายไปสู่ละครเวทีที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความยากที่เขาต้องใช้การทำงานอย่างหนักในฐานะ คนเขียนบทและผู้กำกับ

ภาพบรรยากาศงานเสวนา โดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต

ในส่วนนี้เอง โอกาดะเล่าถึงกระบวนการของเขาให้ฟังว่า เขาได้ใช้เวลาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2017 ในการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลที่จะช่วยทำให้เขาเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทยมากขึ้น นอกจากนั้นก็มีการเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในเมืองไทยรวมไปถึงสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในนวนิยาย รวมทั้งมีการสัมภาษณ์ นักคิด นักวิชาการ และคนที่มีประสบการณ์ร่วมกับเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์อีกด้วย ซึ่งการค้นคว้านี้ทำให้เขาสามารถเข้าใจเบื้องหลังของประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยรวมถึงตัวนวนิยาย “ร่างของปรารถนา” มากยิ่งขึ้น จากสายตาของคนจากสังคมอื่นเขาเล็งเห็นถึงความยากในการที่จะบอกเล่าเรื่องราวในบริบทของสังคมไทยเพราะความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์รวมถึงพลวัตของเรื่องราวที่มีความรุนแรงและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาเห็นว่าในการเปลี่ยนแปลงนี้มันมีแนวทางที่ค่อนข้างชัดเจนกว่าสังคมอื่นๆ ซึ่งความชัดเจนนี้ก็สะท้อนให้เขาย้อนกลับไปมองสังคมของตัวเองอย่างญี่ปุ่นซึ่งไม่มีพลวัตที่ชัดเจนแบบเมืองไทย ไอเดียนี้ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะพาโปรเจ็คนี้เดินทางไปแสดงในที่ต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย เพราะเขาเชื่อว่าการบอกเล่าเรื่องราวในบริบทไทยนี้จะสามารถผลักดันให้ผู้คนในที่ต่าง ๆ มีศักยภาพในการกลับมาพิจารณาความเป็นไปและประวัติศาสตร์ทางสังคมของตนเองได้จากการมีประสบการณ์ร่วมในงานแสดง

ภาพบรรยากาศงานเสวนา โดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต

โอกาดะเสริมว่าการได้นำเสนอละครเวทีผ่าน นวนิยายที่เป็นเรื่องแต่งก็ช่วยส่งเสริมตัวงานเป็นอย่างมาก เพราะการทำความเข้าใจบริบทสังคมที่แตกต่างผ่านเรื่องราวในนวนิยาย ทำให้สามารถเข้าใจบริบทนั้นได้ลึกซึ้งมากกว่าเป็นเพียงแค่ข้อมูล ทำให้สามารถรับรู้ภาวะทางอารมณ์และความรู้สึกจากผลกระทบเหล่านั้นได้ด้วย เพราะในนวนิยายเองก็เป็นการเล่าช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ซ้อนทับไปกับช่วงชีวิตของตัวละคร รวมถึงในกระบวนการซ้อมพอนำวัตถุดิบนี้มาใช้งานร่วมกับนักแสดงไทยอีก 11 คนก็เผยให้เขาเข้าใจความเป็นมาและเป็นไปในบริบทสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างลงลึกมากขึ้น ซึ่งในการทำงานตรงนี้โอกาดะก็เกริ่นถึงกระบวนการแปลงเนื้อหาจากนวนิยายมาเป็นละครเวทีไว้ว่า “จริง ๆ การจะเอาเรื่องราวในหนังสือขึ้นมาทำเป็นละครเวทีไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่มันก็จะไม่น่าสนใจ เพราะละครเวทีควรให้ประสบการณ์กับคนดูมากไปกว่าแค่รู้สึกเหมือนมีคนมาอ่านนิยายให้ฟังและสร้างเป็นภาพให้ดู” ซึ่งโอกาดะใช้ระยะเวลานานในการค้นหาพลังของการสื่อสารในสื่อละครเวทีที่แตกต่างจากนวนิยาย ในร่างที่หนึ่งเขาทดลองที่จะตัดฉากในนิยายที่คิดว่าจะไม่ใช้บนละครเวทีออกไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกอะไรที่ต่างออกไปจากตัวนวนิยายเลย หลังจากนั้นเขาก็ใช้เวลาในการทดลองและดัดแปลงอยู่อีกหลายครั้งด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ตัดฉากที่ไม่ควรจะต้องตัดโดยใช้ฐานของข้อมูลและการทำงานร่วมกันในทีมจนสามารถตกผลึกออกมาเป็นตัวบทละครได้ในร่างที่สี่ ซึ่งจากการซ้อมร่วมกับนักแสดงในปัจจุบันก็ทำให้เห็นว่าเป็นบทที่สามารถดึงศักยภาพของเรื่องราวออกมาในสื่อละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปกหนังสือ “ภาพร่างของปรารถนา” โดย อุทิศ เหมะมูล

อีกหนึ่งความน่าสนใจในการนำเสนอละครเวทีเรื่องนี้ คือความเซ็กซี่อย่างบ้าคลั่งที่อยู่ในตัวหนังสือของ อุทิศ เหมะมูล ซึ่งสำหรับเราในฐานะผู้อ่านมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างขาดไม่ได้จนอาจเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของไอเดียที่มีพลังไม่ต่างจากเรื่องราวที่บอกเล่าแม้แต่น้อย ซึ่งโอกาดะก็เล่าให้ฟังว่า “ศาสตร์และวิธีการสื่อสารในรูปแบบละครเวทีมันมีสิ่งที่ทำได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่ทำได้ยากลำบาก ซึ่งการสื่อสารความเซ็กซี่นี่แหละที่เป็นเรื่องยากในสื่อละครเวที หากเทียบกับตัวหนังสือที่มีพลังในการสร้างจินตนาการไปได้อย่างไม่จำกัดจึงทำให้ภาวะความเซ็กซี่เหล่านี้สามารถสื่อไปถึงผู้อ่านได้ไม่ยาก แต่การเป็นละครมันไม่สามารถที่จะให้นักแสดงมาแสดงภาพแบบนั้นบนพื้นที่เวทีได้เพราะมันจะเป็นการสื่อสารผิดจุดสู่ผู้ชม แทนที่ผู้ชมจะได้เปิดพื้นที่ของจินตนาการและความรู้สึก กลายเป็นว่าจะไปติดอยู่กับการกระทำของนักแสดงบนเวทีซะมากกว่า เช่น รู้สึกว่านักแสดงเก่งสามารถจูบกันบนเวทีได้ ซึ่งจะทำให้คนดูติดอยู่แค่ความคิดที่มีต่อภาพตรงหน้าแต่สื่อสารไปไม่ถึงในอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อภาวะนั้นบนเวที” ในส่วนนี้โอกาดะก็ค้นพบไอเดียที่จะนำเสนอภาวะความเซ็กซี่นี้ผ่านสื่อละครเวทีแล้ว แต่ว่าจะนำเสนอออกมาในรูปไหนและไอเดียเป็นอย่างไร โอกาดะก็ขอเชิญชวนให้มาดูในการแสดงจริงๆ ในส่วนนี้เองอุทิศก็ได้บอกเล่าประสบการณ์จากการเข้าไปดูซ้อมฉากวาบหวิวเหล่านี้ไว้ว่า “นักแสดงมีการใช้ภาษาทางร่างกายที่สามารถก่อให้เกิดระดับชั้นทางความรู้สึกโดยปราศจากภาพที่สื่อไปทางลามกอนาจารที่จะผลักคนดูให้ออกห่าง กลายเป็นมีพลังดึงดูดและเปิดให้คนดูมีโอกาสที่จะรับรู้ร่วมกับภาวะความตึงเครียดทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นบนเวทีได้อย่างมีสุนทรียะ” ซึ่งคุณโอกาดะก็ได้ชี้ว่านั่นเป็นแนวทางที่เขาสนใจและต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเป็นโจทย์สำคัญสำหรับเขาในฐานะผู้กำกับที่ว่า จะทำอย่างไรให้คนดูมีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครและเรื่องราวไม่ได้เป็นเพียงผู้เฝ้ามองความเป็นไปในฐานะบุคคลที่สามอย่างเดียว “ถ้าหากเรื่องราวที่ดำเนินไปสร้างภาวะความเหนื่อยล้าต่อตัวละคร และความเหนื่อยล้านั้นก็เกิดขึ้นกับคนดูในฐานะผู้ชม มันจะชี้ให้เห็นว่าผู้ชมได้มีภาวะร่วมบางอย่างกับเรื่องราวของตัวละครที่เกิดขึ้นบนเวทีเพราะการรับรู้และเข้าใจชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้อย่างถ่องแท้เป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ความพยายาม” โอกาดะกล่าว

ปกหนังสือ “ภาพร่างของปรารถนา” โดย อุทิศ เหมะมูล

เมื่อผู้เขียนได้ฟังบทสนทนามาถึงจุดนี้ก็ทำให้เข้าใจความคิดร่วมบางอย่างระหว่างตัววรรณกรรมและตัวละครเวทีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หาก “ร่างของปรารถนา” คือการสั่นสะเทือนพรมแดนอำนาจของผู้อ่านในฐานะปัจเจกบนพื้นที่ส่วนตัว “ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง” ก็กำลังสั่นไหวพรมแดนอำนาจของผู้ชมในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมบนพื้นที่สาธารณะเช่นกัน อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญในวงเสวนาครั้งนี้ คือแนวทางหรือทิศทางที่โอกาดะต้องการเผยให้เห็น “พรมแดน(ฺBorder)” ที่อยู่ระหว่างตัวเราในฐานะปัจเจกกับสิ่งอื่นที่อาจเป็นส่วนอื่นของเราหรือสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากเรา ไม่ว่าจะเป็น ร่างกายกับความปรารถนา หรือ ประชาชนกับรัฐ สิ่งเหล่านี้เป็นไอเดียที่โอกาดะต้องการยึดเป็นแนวทางในการสื่อสารการแสดง อย่างพรมแดนระหว่างผู้ชมกับนักแสดง พรมแดนระหว่างนักแสดงกับตัวละคร พรมแดนระหว่างภาษาและความหมาย รวมทั้งพรมแดนระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากหนึ่งในหนังสือที่โอกาดะศึกษาค้นคว้าเพื่อสร้างแนวทางในการกำกับทิศทางของการแสดงคือ “กำเนิดสยามจากแผนที่ : ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ” โดย ธงชัย วินิจจะกูล การพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งพรมแดนเหล่านี้จะเผยให้เห็น ระบบที่ยึดโยงร่างกายและตัวตนของเราไว้กับสิ่งต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นความเป็นไปของการเดินทางในชีวิตที่ผูกติดอยู่กับสิ่งอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือไปกว่าการมีมุมมองหรือแนวคิดต่อสังคมและการเมือง ชักชวนให้กลับมาสำรวจอุดมการณ์ของการดำรงอยู่ของตัวเรากับความสัมพันธ์ ต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อรัฐ และต่อโลก

ภาพโปรโมทการแสดงเรื่อง “ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง”

บทสนทนาในวงเสวนานี้ทำให้ผู้เขียนคิดถึงบทละครเรื่อง The Zoo Story ที่แต่งโดย Edward Albee ในปีค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่ Albee กล่าวถึงในบทละครของเขาคือ “กรงขัง” ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนก็เปรียบได้กับ “พรมแดน” ที่ อุทิศและโอกาดะ กล่าวถึง เมื่อ 60 ปีที่แล้วในบริบทตะวันตก Albee พยายามท้าทายและตั้งคำถามว่าหากมนุษย์หลุดออกจากกรงขังของบรรทัดฐานสังคมและกฎเกณฑ์ มนุษย์จะยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่? 60 ปีผ่านมาในบริบทตะวันออก จากแนวคิดต่าง ๆ ของอุทิศและโอกาดะทำให้ผู้เขียนไม่ได้สนใจแล้วว่ามนุษย์จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ไหมเมื่อเส้นพรมแดนต่าง ๆ ถูกทลายและเผยให้เห็น สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือเมื่อมันถูกเผยให้เห็นแล้วนั้นนิยามของการมีชีวิตอยู่ของเราในฐานะมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?
หลังจากรอบปฐมทัศน์โลกในวันที่ 22 – 26 สิงหาคม 2018 ที่จะจัดแสดงที่ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเมืองไทย การแสดงชิ้นนี้ก็มีแผนที่จะเดินทางไปแสดงที่ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติฌอร์ฌ ปงปีดู (Centre Pompidou) ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ซึ่งเป็นความบังเอิญที่ในเนื้อเรื่องของนวนิยาย ตัวละครหลักอย่าง ‘เข้าสิง’ ก็ได้ไปที่ศูนย์ศิลปะแห่งนี้เพื่อชมงานศิลปะที่เขาเทิดทูนมาตลอดชีวิต ก่อนจะพบความจริงว่ามันก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น จากพรมแดนระหว่าง 2 ศิลปิน 2 วัฒนธรรม 2 ศาสตร์ทางศิลปะ ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนของ 2 ความคิด 2 มุมมอง จาก 2 การเดินทางจะเผยให้เห็นพรมแดนของชีวิตเราในฐานะมนุษย์อย่างไรคงเป็นเรื่องที่จะต้องไปหาคำตอบในการแสดงที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้

เขียนโดย ธนนพ กาญจนวุฒิศิษฎ์